พุธ. ก.พ. 26th, 2020
เดนยัน ลอฟเรน ปราการหลังจอมเก๋าเกม

เดนยัน ลอฟเรน ปราการหลังจอมเก๋าเกม

Sharing is caring!

หากจะกล่าวถึงนักเตะชุดปัจจุบันของลิเวอร์พูล ที่อยู่กับทีมมามากกว่าครึ่งทศวรรษ ปัจจุบันก็คงจะเหลือน้อยเต็มที่แล้วที่ยังมี่สวนสำคัญกับทีม และที่แฟนบอลเห็นเด่นชัดก็คงจะเป็น 2 คู่หูยุคบุกเบิกของเจอร์เก้นท์ คล็อปป์ อย่าง อดัม ลัลาน่า และอีกหนึ่งคือ เดนยัน ลอฟเรน ปราการหลังโครเอเชีย ที่ถูกกล่าวถึงทุกครั้งเมื่อเขาได้รับโอกาสลงสนาม

กลางสนามลิเวอร์พูล วันนี้ เราจะมากล่าวถึงนักเตะซีเนียร์ นามว่า เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังโครแอต ที่ภายในอนาคตอันใกล้นี้ เขาอาจจะได้อำลาถิ่น แอนฟิลด์ ในไม่ช้า 

เดยัน ลอฟเรน กิดวันที่ 5 กรกฎาคม 1989 เกิดในเมือง เซนิก้า ประเทศ ยูโกสลาเวีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศ บอสเนีย และ เฮอร์เซโกวิน่า ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหลัง ให้กับทีมชาติโครเอเชียและสโมสรลิเวอร์พูล ทีมชื่อดังแห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 

 

ชีวิตการค้าแข่งของ ลอฟเรน

ลอฟเรน เริ่มใตันชีวิตการค้าแข้งกับ ดินาโม ซาเกร็บ ทีมยักษ์ใหญ่ของลีก โครนเอเชียในปี 2006 ในวันที่ 10 มิถุนายน 2006 เขาลงสนามเปิดตัวเป็นครั้งแรกกับทีมชุดใหญ่ พบกับทีม อินเตอร์ ซาเปรซิซ และในเวลาต่อมา วันที่ 17 กรกฎาคม 2007 เขาถูกปล่อยยืมให้กับสโมสร อินเตอร์ ซาเปรซิซ สองฤดูกาล ซึ่งเขาได้รับโอกาสลงสนามถึง 50 เกม และยิงประตูในเกมที่พบกับ เอ็นเค โอซิยัค เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2008

หลังจากที่เขากลับมายังสโมสร ดินาโม ซาเกร็บ อีกครั้ง เขาได้ขึ้นเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริง โดยลงสนามทั้ง 38 เกม ตลอดทั้งฤดูกาล 2008-09 และยิงได้ 3 ประตู ซึ่งในฤดูกาล 2009-10 ลอฟเรน ได้โอกาสลงสนามในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือกทั้งสี่เกมที่พบกับ พยูนิค เยเรวาน และ เร้ด บูลล์ ซัลซ์บวร์ก ตามลำดับ แถมยังยิงประตูจากการโหม่งจ่อ ๆ ในเกมที่พบกับ พยูนิค ได้อีกด้วย

จากฟอร์มที่เขาทำได้เกินศักยภาพ ที่สุดแล้วในเดือน มกราคม ปี 2010 ลอฟเรน เซ็นสัญญาเข้าร่วมทัพ โอลิมปิก ลียง ยอดทีมจากลีก เอิง ฝรั่งเศส ด้วยค่าตัว 8 ล้านยูโร บวกกับ 1.5 ล้านยูโรเพื่อเป็นค่าสัญญาระยะยาวกว่า 4 ปีครึ่ง ซึ่งเขาลงสนามเป็นเกมแรกในวันที่ 24 มกราคม 2010 ในเกมที่พวกเขาเอาชนะ โมนาโก 2-1 ในศึก คูป เดอ ฟรองซ์ โดยการลงสนามเต็มเกมอย่างเป็นทางการในลีก เอิง ของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ เปแอสเช 2-1 ซึ่งเขาได้โอกาสลงสนามในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังเพียงแค่ 10 เกมเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวสำรอง เขาไม่มีสิทธิ์ลงเล่นในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้กับ ลียง เพราะว่าเขาเคยลงเล่นให้กับ ดินาโม ซาเกร็บ มาก่อนแล้วในฤดูกาลนี้

ลอฟเรน ได้รับโอกาสลงเล่นมากขึ้นในระหว่างฤดูกาล 2010-11 ซึ่งเขาเริ่มออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้กับทีมในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คคู่กับ คริส และยังมีบางเกมที่เขาต้องโยกไปเล่นในตำแหน่งฟูลแบ็คซ้าย-ขวา เรียกได้ว่าเป็นกองหลังสารพัดประโยชน์เลยทีเดียว โดยในเดือน พฤศจิกายน ปี 2010 เขาได้ถูกเสนอชื่อไว้ในลิส 100 นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมที่สุดในโลกของ ดอน บาลอน นิตยสารฟุตบอลชื่อดังของประเทศ สเปน 

และแล้ว  ลอฟเรน ก็ได้รับโอกาสในการย้ายมาค้าแข้งกับพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 14 มิถุนายน 2013 ลอฟเรน ตกลงเซ็นสัญญาร่วมทัพ “ทีมนักบุญ” เซาแธมป์ตัน เป็นระยะเวลา 4 ปี โดยไม่ได้เปิดเผยค่าตัว แต่มีการประเมินคร่าว ๆ อยู่ที่ 8.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเขาลงสนามเป็นเกมแรกในวันที่ 17 สิงหาคม 2013 ในเกมที่เอาชนะ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-0 และเขาได้สังหารประตูแรกให้กับ เซาท์แฮมป์ตัน ในเกมที่เอาชนะ ลิเวอร์พูล ที่สนาม แอนฟิลด์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2013 ซึ่งเขาเป็นคนซัดประตูชัยในเกมนั้น ต่อมาในวันที่ 19 ตุลาคม เขาแอสซิสให้ อดัม ลัลลานา ยิงประตูตีเสมอในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

เขายิงประตูที่สองในลีกได้สำเร็จในเกมที่เสมอกับ ซันเดอร์แลนด์ 2-2 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2014 แต่เขาต้องพบกับข่าวร้ายเมื่อเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บจนต้องหามส่งโรงพยาบาลหลังการแข่งขัน ซึ่งต่อมาในวันที่ 23 มกราคม มีการประกาศออกมาว่าเขาและ กัสตอน รามิเรซ จะต้องพักอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ จากอาการบาดเจ็บที่เอ็นข้อเท้า

ในช่วงท้ายฤดูกาลแรกในศึก พรีเมียร์ลีก ของเขา ลอฟเรน มีชื่ออยู่ในลิส 50 แข้ง บลูมเบิร์ก สปอร์ต พาวเวอร์ ซึ่งจัดอันดับจากการเก็บสถิติความสามารถของผู้เล่นในห้าลีกดังของยุโรป โดยเขาอยู่ในอันดับ 5 ที่ดีที่สุดของนักเตะในพรีเมียร์ลีก และเป็นอันดับที่ 31 ในรายการทั้งหมด

หลังจากที่มีการคาดเดากันมากมายเกี่ยวกับอนาคตของ ลอฟเรน ที่อาจจะต้องเก็บข้าวของตามหลัง อดัม ลัลลานา, ริคกี้ แลมเบิร์ต และ ลุค ชอว์ ออกจากสโมสร ซึ่ง ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นประจำเมือง ลิเวอร์พูล  รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2014 ทางสโมสร เซาท์แฮมป์ตัน ได้บรรลุข้อตกลงค่าตัวกับ “หงส์แดง” ในการขาย ลอฟเรน เป็นที่เรียบร้อย และกำลังเดินทางมาตรวจร่างกายที่ เมลวู้ด สนามซ้อมของ ลิเวอร์พูล หลังจากที่ต้นสังกัดเก่าได้รับเอกสารซื้อ-ขายแล้ว

ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2014 ลอฟเรน กลายเป็นนักเตะของ เซาท์แฮมป์ตัน รายที่สามที่ตบเท้าเข้าสู่รั้ว แอนฟิลด์ ตามหลัง ริคกี้ แลมเบิร์ต และ อดัม ลัลลานา โดยเขาเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปี ด้วยค่าตัวราว ๆ 20 ล้านปอนด์ 

ในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2016 ลอฟเรนทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เชลซี ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ 2-1 ต่อมา ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ลอฟเรนทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คริสตัลพาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก 4-

ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 2017 ลอฟเรนตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรลิเวอร์พูล ไปอีก 4 ปี ได้รับค่าเหนื่อย 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ และ และจบฤดูกาล 2017-2018 

นับตั้งแต่ ลอฟเรน ย้ายจากเซาแธมป์ตัน สู่รั้ว แอนฟิลด์ จนถึงปัจจุบัน ก็กินเวลาเข้าไปมากกว่า  5 ปีแล้ว และตอนนี้ กองหลังชาวโครแอต ก็อายุล่วงเลยถึงวัย 30 ปีแล้ว และน่าจะได้อำลาถิ่น แอนฟิลด์ในไม่ช้านี้ แต่หากเราจะนึกถึงผลงานของเขา ที่เคยสร้างความมั่นคงให้กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงยุคบุกเบิกภายใต้เจอร์เก้น คล็อปป์ ก่อนที่นักเตะกองหลังตัวแกร่งรุ่นน้องหลายคนจะย้ายเข้ามาสู่ทีม ลอฟเรน ก็ถือว่าเป็นนักเตะกองหลังชั้นยอดของ ลิเวอร์ในยุคนั้นได้เช่นกัน

 

 

เรื่องราวดี ๆ จาก FIFA55 ที่ห้ามพลาด

shares